บันทึกบทความไว้อ่านภายหลังเรียบร้อย

เที่ยวภูมิภาคคันไซ ประเทศญี่ปุ่นกับ Nermeen

Nermeen Pankeaw ติดตาม กำลังติดตาม
เผยแพร่แล้ว เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2562 - 09:57 น.
AA 37

บทความที่แล้วเราได้เขียนสรุปค่าใช้จ่ายตลอดทั้งทริปของเราไปแล้ว ในส่วนของบทความนี้เราจะพาทุกคนไปสัมผัสบรรยากาศภูมิภาคคันไซด้วยกันค่ะ

การเดินทางในครั้งนี้เรากับเพื่อนตั้งใจกันจริงๆว่าเราจะไปเปลี่ยนบรรยากาศ ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ในต่างแดน หลังจากการทำงานตรากตรำมานานปี ในที่สุดก็มีวันหยุดพักร้อนกับเขาสักที วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม 2562 ก่อนเดินทาง เรายังคงนั่งทำงาน เคลียงานให้เสร็จก่อนจะออกไปโลดโผนข้างนอก ในใจทั้งเครียดทั้งตื่นเต้นจนบอกไม่ถูก เครียดเพราะเงินเดือนไม่ออกมาสองเดือนเกรงว่าการไปเที่ยวครั้งนี้พอกลับมาจะไม่มีเงินเหลือให้ใช้ ตื่นเต้นเพราะจะได้เดินทางในต่างแดน ไปพบกับสิ่งใหม่ๆ ถึงแม้จะเครียดมากมายเพียงใดก็ไม่สามารถยกเลิกทริปนี้ไปได้แล้ว เพราะเราเตรียมพร้อมทุกอย่างไว้หมดแล้ว และแล้วเวลาที่รอคอยก็มาถึง เวลาสองทุ่มโดยประมาณ เรากับเพื่อนๆมาพร้อมกันที่สนามบินดอนเมือง

พวกเรามาถึงสนามบินก่อนเช็คอินโดยประมาณ 2 ชั่วโมง ในระหว่างนั้นที่รอเช็คอินเราก็ได้ทำการตรวจเช็คเอกสารของเราและเพื่อนๆอีกสองคน สิ่งที่ทุกคนต้องมี คือ 1. พาสปอด 2.ตั๋วเครื่องบินขาไป-ขากลับ ที่ปริ้นอกมาจากเว็บ 3.ใบสั่งซื้อบัตร JR kansai wide area pass ที่ปริ้นมาจากเว็บ 4.รายละเอียดการจองโรงแรมที่ปริ้นผ่านเว็บ 5.บัตรเข้าส่วนสนุก USJ

หลังจากที่ตรวจเอกของทุกคนเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็แยกย้ายทำธุระส่วนตัวก่อนเค้าเตอร์เช็คอินจะเปิด ในส่วนของเราที่เป็นมุสลิมเพียงหนึ่งเดียวในแก๊งก็แยกตัวออกไปละหมาดที่ห้องละหมาดของสนามบิน ห้องละหมาดจะอยู่บริเวณทางเชื่อมระหว่างอาคารเก่ากับอาคารใหม่ชั้นสาม ดูรายละเอียดจากเว็บ mydegage.com

หลังจากที่ทุกคนต่างทำธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาเช็คอินสักที พวกเรายืนต่อแถวรอเช็คอินประมาณ 30 นาที หลังจากนั้นก็แวะหาอะไรกินก่อนขึ้นเครื่องที่ชั้น 4 อิ่มแล้วก็ถึงเวลาเข้าเกต พนักงานเรียกขึ้นเครื่องก่อนเครื่อง Take off 30 นาที เวลาราวๆ ตีหนึ่งสิบห้าเครื่องออกจากสนามบิน แล้วก็ถึงเวลานอนยาวๆ เกือบๆ 6 ชม. ก่อนเครื่องลงจอด แอร์โฮสเตสจะทำการแจกแบบฟอร์มเอกสารตรวจคนเข้าเมือง กับ แบบฟอร์มเอกสารศุลกากร ให้เรากรอกรายละเอียดให้ครบเพื่อนำไปยื่นให้ ตม. ญี่ปุ่น ดูวิธีการกรอกเอกสารตามเว็บนี้ https://chillchilljapan.com/fill-japan-immigration-form/

หลังจากผ่าน ตม และไปรับกระเป๋ากันเรียบร้อยแล้ว ก็กินเวลาไปราวๆ 1 ชม. เราเดินออกจากทางออกกันอย่างมึนงง ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรก่อนและไปไหนต่อ ด้วยความที่เราทั้งสามคนไม่เคยมาเที่ยวที่นี่มาก่อน จะว่าหลงก็ไม่เชิง หลังจากตั้งสติได้ สิ่งแรกที่เราต้องทำคือ ไปรับบัตร JR kansai wide area pass ที่เค้าเตอร์ JR ชั้น 1 เทอมินอล 1 โดยเราให้เพื่อนคนที่เป็นคนสั่งซื้อบัตร ไปรับบัตร เพื่อนอีกคนเฝ้ากระเป๋า ตัวเราแยกออกไปละหมาดที่ห้องละหมาด ชั้น 3 อาคาร 1

โดยที่สนามบินคันไซ มีห้องละหมาดทั้งหมด 3 ที่ 2 ที่แรกจะอยู่ภายในเกตใกล้ๆเกต 16 และ อีกห้องอยู่ใกล้ๆเกต 26 อีกห้องสุดท้ายจะอยู่ภายในอาคาร 1 ชั้น 3 กว่าเราจะหาห้องละหมาดเจอก็ใช้เวลาพอควรอยู่เหมือนกัน ขอแนะนำว่าให้ไปที่เค้าเตอร์ให้บริการข้อมูลแล้วถามพนักงาน ง่ายสุด

 หลังจากความวุ่นวายและความมึนงงผ่านไปท้องก็เริ่มหิว ก่อนจะไปขึ้นรถไฟเข้าเมืองโอซาก้า เราก็แวะหาอะไรกินก่อนออก ร้านนี้เราขอแนะนำ ร้าน Za U-don เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่ได้รับการรับรองฮาลาลจากสำนักงานให้คำปรึกษาและฝึกอบรมฮาลาลของประเทศมาเลเซีย ร้านนี้ตั้งอยู่ภายในสนามบินนานาชาติคันไซ เทอมินอล 1 ชั้น 2 เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่เสริฟเมนู อูด้ง มีเมนูอูด้งหลากหลายให้เลือกสรร อีกทั้งยังมี เทมปุระ และข้าวปั่น สำหรับมื้อนี้ เราสั่งอูด้งเนื้อกับข้าวปั้น ซึ่งเราหารกันกับเพื่อนอีกคนในชามเดียว ด้วยความที่ทางร้านให้มาเยอะมากแม้กินกันสองคนก็อิ่มแบบจุใจ แถมรสชาติอร่อยมากสำหรับอูด้ง ปกติเราไม่ค่อยกินอาหารญี่ปุ่นนะ มันเค็มเกิน บ้างก็มันเกินไปจะเลี่ยน

 

กินจนอิ่มหนำสำราญก็ถึงเวลาเคลื่อนย้ายร่างกายออกจากสนามบินสักที เราสามคนลากกระเป๋ามุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟ Kansai Airport staytion โดยวันแรกเราจะยังไม่ใช้ JR kansai wide area pass ดังนั้นจำเป็นที่เราสามคนจะต้องไปซื้อตั๋วขึ้นรถไฟค่ะ ก่อนซื้อก็ยืนเถียงกันพักหนึ่งเพราะกลัวจะซื้อผิด 

ในที่สุดก็ขึ้นมาแล้วรถไฟใต้ดินเข้าเมืองโอซาก้า โดยสถานีปลายทางของเราจะต้องไปลงที่ Shin-Imamiya station แล้วเดินประมาณ 3 นาที จะถึงโรงแรม แต่เรากลับไปลงผิดสถานีกันเลยต้องเดินลากกระเป๋าฝ่าลมหนาวตัวสั่นที่อุณหภูมิ 8 องศา เป็นระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตรไปโรงแรม สถานีที่เราลงคือสถานี Imamiya station ซึ่งตอนแรกเราเข้าใจว่าเป็นสถานีเดียวกัน สุดท้ายก็คนพบว่ามันคนละสถานีกันในวันที่สอง ต่างกันที่ชื่อหน้าคำว่า Shin

ระยะทางกว่า 1,000 เมตร ที่ลากกระเป๋ากันมาก็ถึงจุดหมายสักที โรงแรม Hotel Diamond สมคำล่ำลือตามรีวิวในพันทิปไม่ผิด (ดูรีวิวจาก https://pantip.com/topic/32578420 ) แต่ห้องพักของเราเป็นห้องพักตึกใหม่ห้องปลอดบุหรี่ ภายในห้องก็จะใหม่กว่าตึกเก่าเยอะ แต่ก็พอรับได้เอาไว้แค่ซุกหัวนอนสมกับราคาจริงๆ สิ่งที่เราไม่ค่อยชอบในโรงแรมนี้ก็คือ ห้องส่วม

ส้วมในชั้นที่เราพักจะเป็นส้วมที่ใช่รวมชายหญิง ตามภาพเลย เราเลยยอมทนไปปลดทุกข์ตามสถานีรถไฟแทน สะอาดและดูดีกว่าร้อยเท่า 555+

กว่าจะเก็บของเสร็จ เวลาก็ล่วงเลยไปถึง เกือบๆบ่ายสามโมงแล้ว เราสามคนตอนแรกแพลนจะไปหลายที่สุดท้ายเลยไปแค่วัดกับ Tennoji Park แวะถ่ายรูปกันจนพอใจ ก็เดินไปหาของกินที่สถานีรถไฟเทนโนจิ ซึ่งจะมีซุปเปอร์และห้างสรรสินค้าอยู่ภายในสถานี เมื่อซื้อของเสร็จ ด้วยความที่งกเงินไม่ยอมเสียตังขึ้นรถไฟกลับโรงแรม เลยต้องเดินกลับ ระยะทางประมาณ 1 ถึง 2 กิโลเมตร ในสภาพอากาศที่หนาวเย็น ทรมานตัวเองจริงแท้

วัดชิเทนโนจิ
วัดชิเทนโนจิ
วัดชิเทนโนจิ
วัดชิเทนโนจิ
Tennoji Park
Tennoji Park
Tennoji Park
Tennoji Park

Day 2

บรรยากาศยามเช้ารอบๆโรงแรม
บรรยากาศยามเช้ารอบๆโรงแรม

หลังจากความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางในวันแรกทำให้วันที่สองพวกเราตื่นสาย กว่าจะอาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ปาไป แปดโมงเช้า ตามแผนแล้ววันนี้เราจะต้องไป Universal Studio กัน ก่อนออกจากโรงแรมพวกเรายืนเถียงกันสักพักว่าเราจะไปขึ้นรถไฟที่สถานีไหนดี เพราะใกล้ๆโรงแรมมีรถไฟใต้ดิน Dobutsuen-mae Subway Station แต่ด้วยความงกเงินเช่นเคย ไหนๆก็ซื้อ JR kansai wide area pass เราก็อยากใช้ให้คุ้ม สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่า ไปขึ้น JR ที่สถานี ที่เราลงเมื่อวาน ในขณะที่เราตาม Google Map สายตาเราก็ไปเห็น ป้ายสถานีรถไฟ JR สถานี Shin-Imamiya พอดี ก็เลยค้นพบว่าเมื่อวานเราลงผิดสถานี เพราะ Shin-Imamiya อยู่ใกล้โรงแรมเพียงเดินเท้าแค่ 3 นาทีเท่านั้น พอเดินเข้าสถานีมาแล้วก็ได้เวลาใช้ JR kansai wide area pass สักที วิธีการใช้คือ เรายื่นบัตรให้เจ้าหน้าที่ในครั้งแรก เจ้าหน้าที่จะทำการปั๊มวันที่เริ่มใช้และวันที่สิ้นสุดการใช้ให้ แค่นี้ก็สามารถเข้าออกสถานี JR โดยยื่นบัตรหน้าวันที่เริ่มใช้ให้เจ้าหน้าที่ดูได้แบบบุฟเฟ่ต์ 5 วันเลยทีเดียว

การเดินทางไปยัง Universal studio จากโรงแรมก็ง่ายนิดเดียว คือไปขึ้น JR Osaka Loop line จาก Shin-Imamiya Station ไปลงที่ Nishi-Kujo station แล้วรอขึ้นรถไฟ ที่มีลวดลาย Universal ไปลงที่ Universal-City

Universal City
Universal City

ถึงแล้ว Universal!!!!

Universal City
Universal City

เดินไปถึงหน้าทางเขาให้ใช้บัตรที่เราปริ้นมาจากเว็บ แสกน QR Code เข้าไป ในกรณีที่เราสั่งซื้อจากเว็บเราจะไม่ได้บัตรแข็งนะ ถ้าอยากได้บัตรแข็งต้องมาซื้อที่หน้าทางเข้า แต่ราคาจะแพงกว่า

Universal Studio
Universal Studio

เข้ามาแล้วก็แวะถ่ายรูปตลอดทาง




มาที่โซนแรกเราก็รีบวิ่งเข้าโซน แฮรี่พอตเตอร์กันก่อนเลย ถ่ายรูปได้สองสามรูปก็รีบวิ่งไปต่อแถวรอเข้าปราสาทฮอกวอตส์ รอไปสองชั่วโมงครึ่งก็ได้เล่นเครื่องเล่นกับเค้าสักที แถวยาวมากพูดเลย แต่คุ้มสุดๆสนุกสุดๆจนอยากจะเล่นอีกรอบกันเลยทีเดียว ขอไม่บอกนะว่าข้างในมีอะไร ต้องลองไปเล่นเอง 5555+

เล่นเสร็จแล้วก็ออกมาต่อแถวลองชิมบัตเตอร์เบียร์สักหน่อย อืม...รสชาติเค้าว่าอร่อยกว่าที่ไทยเยอะ ไม่มีแอลกอฮอล์นะ

ออกจากโซนแฮรี่พอตเตอร์ที่ใช้เวลาดื่มด่ำกับที่นี่นานพอสมควรก็มุ่งหน้าไปยังโซน มินเนี่ยน ต่อเลย ไปหาของกินสักหน่อย 5555+

ได้ของกิน มีที่นั่งพร้อม เราก็ขอแยกตัวไปหามุมละหมาดใกล้ๆ แถวๆนั้นแหระ เป็นช่วงไม่มีผู้คนพอดี (สำหรับเรา รักที่จะเที่ยว ก็ต้องไม่ทิ้งละหมาดด้วย สำหรับมุสลิมแล้วเมื่อถึงเวลาละหมาด ก็ต้องละหมาด ตรงไหนก็ได้ที่เราสะดวก ยกเว้นในห้องน้ำและสุสาน)

ออกจากโซนมินเนี่ยนก็เย็นแล้วมาต่อที่โซนคิตตี้


หมดไปอีกวันที่ดูเหมือนจะไม่ได้อะไรเลย สมกับเป็นทริปสโลว์ไลฟ์จริงๆ วันนี้ขอพอแค่นี้ก่อนคะแล้วจะกลับมาต่อในวันต่อไป สวัสดีค่ะ 

ความคิดเห็นต่อบทความ

  • ความเห็นบน MagGang(0)

  • ความเห็นบน Facebook()

default avatar
  • sticker1
  • sticker2
  • sticker3
  • sticker4
  • sticker5
  • sticker6
  • sticker7
  • sticker8
  • sticker9
  • sticker10
  • sticker11
  • sticker12
  • sticker13
  • sticker14
  • sticker15
  • sticker16
  • sticker17
  • sticker18
  • sticker19
  • sticker20

เที่ยวภูมิภาคคันไซ ประเทศญี่ปุ่นกับ Nermeen